การประเมินบทเรียนออนไลน์การรู้สารสนเทศ: กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน
posted on 10 Oct 2007 20:45 by watana in 13715info-serv-seminarรายงานทางวิชาการเรื่องสรุปเนื้อหาวรรณกรรมวิชาการการประเมินบทเรียนออนไลน์การรู้สารสนเทศ: กรณี
ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน เป็นรายงานฉบับหนึ่งในแผนกิจกรรมสำหรับนักศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต แขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1/2550 ของชุดวิชา 13715 สัมมนาการบริการสารสนเทศ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รายงานฉบับนี้กล่าวถึงเนื้อหาวรรณกรรมวิชาการการประเมินบทเรียนออนไลน์ การรู้สารสนเทศ: กรณีศึกษา มหาวิยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน โดยสรุปและสำเนาต้นฉบับในภาคผนวก ผู้เขียนขอขอบคุณคณาจารย์ที่ได้ให้ความรู้ในการจัดทำสรุปเนื้อหาวรรณกรรมวิชาการ และขอน้อมรับข้อเสนอแนะทุกประการ
นายวัฒนา คงวัฒนานท์
กันยายน 2550
ข้อมูลทางบรรณานุกรม
Elizabeth Blakesley Lindsay, Lara Cummings, Corey M. Johnson, and B.Jane Scales (2006) If You Build It, Will They Learn? Assessing Online Information Literacy Tutorials. College &Research Libraries (September 2006) pp. 430-445จากการอ่านวรรณกรรมวิชาการเรื่อง การวิจัยประเมินโปรแกรมช่วยสอนการรู้สารสนเทศออนไลน์ของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน(Washington State University) สรุปเนื้อหาได้ว่าด้วยการสนับสนุนของกองทุนภายใน ฝ่ายสอนการใช้ห้องสมุด( The Library Instruction Department ) ของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน สามารถประเมินวัดผลการใช้และประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ที่สร้างขึ้นในฝ่ายจำนวน 4โปรแกรม โดยการตอบคำถามที่ออกแบบเพื่อให้ได้สารสนเทศเกี่ยวกับทัศนคติ แบบแผนการใช้ และการรับรู้ทรัพยากรและบริการของห้องสมุด อภิปรายผลของกิจกรรมการประเมินและแผนอนาคตเพื่อปรับปรุงและขยายบทเรียน ประเด็นสำคัญที่เราเผชิญขณะทำโครงการว่า การวัดการเรียนรู้ของนักศึกษาหรือศึกษาว่าจะใช้เครื่องมือให้เกิดประโยชน์สำคัญ
หรือไม่ มหาวิทยาลัยตัดสินใจดำเนินทั้ง2 แนวทางเพื่อเก็บสารสนเทศทั้งสองด้าน มหาวิทยาลัยสนใจในผลป้อนกลับของการประเมินว่า บทเรียนด้วยคอมพิวเตอร์อาจจะลดการติดต่อระหว่างนักศึกษากับบรรณารักษ์ Stephanie Michel กล่าวว่า คู่มือประเภทนี้มักจะไม่รวมนักศึกษาที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่สะดวกกับการใช้คอมพิวเตอร์หรือใช้งานที่บ้านได้ช้า อย่างไรก็ตาม Anna Marie Johnson and Phil Sager กล่าวว่า บทเรียนออนไลน์อนุญาตให้นักศึกษาทำงานตามความสามารถและเกิดประสบการณ์ภายใต้การกำหนด วัตถุประสงค์หลักของ
โครงการของฝ่ายการใช้ห้องสมุดเพื่อประเมินประโยชน์และประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ที่มีอยู่
รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการประเมิน นำสิ่งที่พบไปปรับปรุงแก้ไขหรือสร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่า
นักศึกษาของมหาวิทยาลัยมีสมรรถนะการรู้สารสนเทศขั้นพื้นฐานตามมาตรฐาน อย่างถูกต้องฝ่ายการใช้ห้องสมุดเลือกบทเรียน 4 โปรแกรมใช้ในกิจกรรมการประเมิน ได้แก่โปรแกรมรายการบรรณานุกรรมห้องสมุดกริฟฟิน และการเยี่ยมชมห้องสมุดเสมือนซึ่งมีเนื้อหามากและเป็นข้อความ กับบทเรียนการใช้ฐานข้อมูลโปรเควสท์(ProQuest)และการใช้เน็ตไลบรารี่ (NetLibrary) ซึ่งมีเนื้อหาสั้นกว่าและเป็นภาพเคลื่อนไหว โดยมีผู้เข้าวิจัย 98 คน จำแนกตามเพศเป็นชาย 57 คน หญิง 41 คน จำแนกตามชั้นปี ปี 4 จำนวน 23 คน ปี 3 จำนวน 26 คน ปี 2 จำนวน17 คน ปี 1 จำนวน 32 คน จำแนกตามเกรดเฉลี่ย เกรด 3.5+ จำนวน 26คน เกรด3.0-3.49 จำนวน28 คน เกรด2.5-2.99 จำนวน26 คน เกรด2.0-2.49 จำนวน15 คน เกรดต่ำกว่า 2.0 จำนวน 3 คน การประเมินบทเรียนกริฟฟินบทเรียนกริฟฟินมี 8 ส่วน ที่ให้สารสนเทศการเข้าถึงทรัพยากรประเภทต่างๆเช่น หนังสือ เอกสารทางราชการ สื่อโสตทัศน์ โปรแกรมนี้สร้างเสร็จในเดือนเมษายน พ.ศ.2546 หลังจากแนะนำโปรแกรมแล้วมีผู้เข้าใช้เฉลี่ย 200 คนต่อเดือนส่วนที่ 1 มี 4 คำถาม คำถามแรกรวบรวมสารสนเทศประสบการณ์ก่อนใช้ นักศึกษาในวิทยาเขต ผู้เคยใช้ กริฟฟิน 47 คน(75%)ไม่เคยใช้ 15 คน(25%) นักศึกษาระบบการศึกษาทางไกล (Distance Degree Program- DDP) เคยใช้ 11 คน(73%) ไม่เคยใช้ 4 คน(27%)พบว่าส่วนมากคุ้นเคยกับกริฟฟิน คำถามที่ 2 ผู้ที่เคยใช้ เรียนรู้การใช้อย่างไร เรียนรู้ผ่านคู่มือการใช้ 24 คน ส่วนมากจะตอบว่าเรียนในห้องเรียน 13คนชี้ว่า เรียนรู้ด้วยตนเอง นักศึกษาหลายคนเห็นว่า สามารถลองผิดลองถูกได้ไม่ยาก ที่เหลือเห็นว่า เคยใช้ระบบที่คล้ายกันมาก่อน 24% เรียนรู้จากการตอบคำถามของบรรณารักษ์ เพื่อน อาจารย์ที่มอบหมายงาน พบว่า ครึ่งหนึ่งเรียนรู้จากคู่มือ ไม่ว่าจากการสอนโดยบุคคลและออนไลน์ อีกครึ่งเรียนรู้ผ่านช่องทางอื่น คำถามที่ 3 ถามผู้เข้าร่วมวิจัยว่าให้คะแนนความเชื่อมั่นที่สามารถค้นหาทรัพยากรในกริฟฟินให้คะแนนความเชื่อมั่นสูงสุด 16 คน(25%)เชื่อมั่นต่ำสุด 12 คน(19%)เชื่อมั่นโดยให้คะแนน 7-10 จำนวน40 คน(64%) คะแนน 0-6 จำนวน 22คน(36%) ผลรวมค่อนข้างมั่นใจ ค่ากลางเท่ากับ 6.3 นักศึกษาทางไกล เชื่อมั่นปานกลาง 1 คน(7%) เชื่อมั่นมาก 6 คน(40%) เชื่อมั่นน้อย 8คน(53%) ค่ากลางเท่ากับ 4.1 ต่ำกว่านักศึกษาในวิทยาเขตคำถามที่ 4 ถามความรู้ว่าการใช้กริฟฟินยากหรือง่าย ส่วนน้อย25% กล่าวว่าใช้ง่าย ส่วนมาก จะกล่าวว่ากริฟฟินซับซ้อนและยุ่งยาก สองกลุ่มใหญ่ประมาณ 75% กลุ่มแรกเปิดประเด็นเรื่องการค้นหาให้ผลมากหรือน้อยเกินไป กลุ่มที่สอง ไม่สามารถหาหนังสือได้ ไม่เข้าใจเลขเรียกหนังสือ
หลังจากตอบคำถาม ผู้เข้าร่วมวิจัยจะใช้งานกริฟฟินโดยใช้ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง คำสำคัญและหัวเรื่องค้นหา แล้วตอบคำถาม คำถาม 3 คำถามแรกถามเกี่ยวกับตัวแบบบูเลียนและเขตข้อมูล นักศึกษาในวิทยาเขตทำได้ไม่ดี มีเพียง35% ได้คำตอบที่ถูกต้อง นักศึกษาทางไกลทำได้ดีกว่าถึง67% คำถามที่ 4 ให้นักศึกษาอธิบายความแตกต่างของการค้นหัวเรื่องและคำสำคัญ นักศึกษาในวิทยาเขตตอบถูก 9 คน(15%) ตอบผิด 35 คน(56%) ตอบถูกบางส่วน18 คน(29%) นักศึกษาทางไกลตอบได้ดีกว่า ตอบถูก 7 คน(46%) ตอบผิด 4 คน(27%) ตอบถูกบางส่วน 4 คน(27%) จากคำตอบที่ผิดให้ความคิดว่านักวิจัยควรจะเลือกคำสำคัญหรือหัวเรื่องตามคำที่แคบกว่าหรือกว้างกว่าหัวข้อวิจัย คำถามถัดไป ถามถึงความสำคัญของการเข้าใจชื่อบทความกับชื่อวารสารสำหรับการค้นใน กริฟฟิน บทเรียนอธิบายการเข้าใจคลาดเคลื่อนของสื่อที่นักศึกษามี ของสารสนเทศของระดับบทความ รวมถึงชื่อบทความ ที่สามารถค้นด้วย OPAC นักศึกษาในวิทยาเขต ตอบถูก 8 คน(13%) ตอบผิด 52 คน(84%) ตอบถูกบางส่วน 2 คน(3%) นักศึกษาทางไกล ตอบได้ดีกว่า ตอบถูก 8 คน(54%) ตอบผิด 5 คน(33%) ตอบถูกบางส่วน 2 คน(13%) ปัญหาหลักคือนักศึกษาคิดว่าชื่อบทความและชื่อวารสารอยู่ระดับเดียวกันกับหนังสือ คิดว่าชื่อบทความกับชื่อวารสารแตกต่างที่สื่อออนไลน์หรือสื่อสิ่งพิมพ์ หลายคนสับสนเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างรูปแบบสารสนเทศกับจุดเข้าถึงรูปแบบที่แตกต่างกัน เมื่อทดสอบครบถ้วนแล้ว นักศึกษาประเมินส่วนสุดท้าย มีสี่คำถาม คำถามแรกคือให้เขียนถึงเรื่องใหม่ที่เรียนรู้จากกริฟฟิน สองสิ่ง คำตอบจากนักศึกษาในวิทยาเขต 62 คนหลากหลายมาก ที่พบมากที่สุดคือเรียนรู้เรื่องตัวแบบบูเลียน 10 คน และการตัดคำ 8 คน ถัดมาถามนักศึกษาถึงคำถามเกี่ยวกับกริฟฟินที่ค้างอยู่ ประมาณครึ่งหนึ่งของนักศึกษาในวิทยาเขต และสองในสามของนักศึกษาทางไกล เกี่ยวกับการหาบทความในกริฟฟิน อธิบายได้ว่านักศึกษายังสับสนอยู่ โดยทั่วไปนักศึกษาสนใจว่าจะเข้าถึงจากบ้านได้อย่างไรและได้เนื้อหาฉบับเต็มอย่างไร คำถามที่สาม ถามถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุง หนึ่งในสามไม่มีข้อเสนอแนะหรือเห็นว่าที่เป็นอยู่ดีแล้ว มีข้อเสนอแนะที่แตกต่างออกไปบ้าง นักศึกษาในวิทยาเขต11คน และทางไกล 7 คนแนะนำว่า คู่มือควรจะสั้นกว่าเดิม มีภาพมากขึ้น นักศึกษาในวิทยาเขต3 คน แนะนำให้มีวิดิทัศน์หรือภาพเคลื่อนไหว อีก 4คนให้เพิ่มปฏิสัมพันธ์โดยอนุญาตให้ผู้ใช้ทดลองค้นตามที่อ่านในคู่มือ เป็นที่แปลกใจที่นักศึกษาไม่แนะนำให้ปรับปรุงในเรื่องที่ยาก การค้นคำสำคัญที่ถูกต้อง การจัดเก็บทรัพยากรทางกายภาพคำถามที่สี่ ถามว่าจะแนะนำบทเรียนให้นักศึกษาคนอื่นหรือไม่ ในวิทยาเขต ตอบแนะนำ 45 คน (73%) ตอบไม่แนะนำ 7 คน ตอบว่าอาจจะ 8 คน คำตอบของนักศึกษาทางไกลใกล้เคียงกัน ตอบแนะนำ 13 คน (86%) ที่ตอบว่าแนะนำเพราะบทเรียนช่วยลดระยะเวลาให้ผู้ใช้และช่วยผู้ใช้ได้สารสนเทศที่ต้องการเร็วขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ตอบว่าไม่แนะนำ เชื่อว่าคนทั่วไปสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ที่ตอบว่าอาจจะกล่าวว่าจะแนะนำบทเรียนสำหรับผู้ใช้ครั้งแรกการประเมินการนำชมห้องสมุดออนไลน์ส่วนแรกของการประเมิน ถามนักศึกษาว่าเข้าห้องสมุดบ่อยเท่าไหร่ โดยใช้มาตร 10 ระดับจากความถี่ต่ำไปถึงสูง นักศึกษาให้คะแนนปานกลาง17 คนจาก 56 คน(30%) ให้คะแนนสูง22 คน(40%)และ ให้คะแนนต่ำ 17 คน(30%) ส่วนที่สองถามถึงเหตุผลหลักที่นักศึกษาเข้าห้องสมุดคือ เข้าไปศึกษาด้วยตนเอง(46 คำตอบ)และหาข้อมูลวิจัย(40 คำตอบ) เหตุผลอื่นคือ ศึกษากับกลุ่ม(29คำตอบ) ตรวจสอบอีเมล(15 คำตอบ) ใช้หนังสืออ้างอิง(11 คำตอบ)และอื่นๆ เช่น การอ่านสื่อบันเทิงหรือนิตยสาร(9 คำตอบ) เคยคืนหนังสือ 49 คน(88%)เคยใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ 45 คน(80%)แม้ว่านักศึกษา เคยใช้ทรัพยากรเฉพาะในวิทยาเขต 42 คน(75%) นักศึกษาหลายคนไม่ทราบว่าสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้จากนอกวิทยาเขต ส่วนที่สาม ตอบคำถามการใช้สารสนเทศจากเครื่องมือที่เรียนรู้ในโปรแกรม คำถามแรกให้ใช้คำสำคัญที่เฉพาะเจาะจงเพื่อค้นบรรณานุกรมออนไลน์และรายงานจำนวนผลการค้นคืน จาก 55 คำตอบ ตอบถูก 28 คำตอบตอบผิด 10 คำตอบ และอีก 10 คำตอบแสดงให้เห็นว่านักศึกษาสับสน ตัวอย่างเช่นการใช้เครื่องมือค้นหรือค้นผิดประเภท คำถามที่สอง ให้ใช้พื้นที่พิเศษบนเว็บไซต์ของห้องสมุดติดต่อบรรณารักษ์ ทำได้ 39คำตอบ จาก 55 คำตอบ ทำผิด 11คำตอบ โดย ไม่ได้สารสนเทศที่ต้องการ 5 คำตอบและ บอกว่าภารกิจนี้ง่ายเกินไป 6 คำตอบ คำถามที่สาม ถามถึงเวลาทำการของห้องสมุดวิทยาเขตหนึ่งใน 6 แห่ง ตอบถูก 6 คน (12%) ตอบผิด 39 คน(70%) ไม่ตอบโดยให้เหตุผลว่าหาไม่เจอ 10 คน(18%) นักศึกษาทางไกลตอบคำถามส่วนนี้ได้ดีกว่า คำถามแรก ตอบถูก 12 คน คำถามที่สอง ตอบถูก 13คน คำถามที่สาม ถูกเปลี่ยนให้ ออกแบบให้รู้จักระบบนำส่งเอกสาร ที่มีประโยชน์มากขึ้น ในส่วนที่ 1 ถามนักศึกษาถึงระดับความมั่นใจในการใช้ห้องสมุด ในส่วนสุดท้ายให้ประเมินใหม่ ขึ้นกับการเรียนรู้ก่อนใช้โปรแกรมทัวร์ การประเมินตนเองตามมาตรประมาณ 10 ค่า นักศึกษาให้ระดับความมั่นใจสูง 16 คน (29%) ค่าเฉลี่ยก่อนการทัวร์เท่ากับ 5.8 หลังการทัวร์ ความมั่นใจดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คะแนนต่ำสุดเท่ากับ 5 นักศึกษามั่นใจระดับสูง 33 คน(58%) ค่าเฉลี่ยขึ้นเป็น 7.6 การประเมินบทเรียนการใช้โปรเควสท์ นักศึกษาในวิทยาเขต 60 คนเข้าร่วมวิจัย ในการทดสอบเบื้องต้น ถามนักศึกษา 7 ข้อเพื่อหาพฤติกรรมการค้นและประสบการณ์การใช้โปรเควสท์ เมื่อให้เปรียบเทียบการค้นทรัพยากรในกริฟฟิน และการหาดรรชนีบทความอย่างเช่น โปรเควสท์ นักศึกษา ตอบได้ถูกต้อง 40 คน(67%) ตอบไม่ได้ 18 คน(30%) ไม่เคยใช้โปรเควสท์มาก่อน 2 คน (3%)เคยใช้และมีประสบการณ์กับฐานข้อมูลบทความ 40 คน นักศึกษารู้ความหมายของบทความวิชาการ 37 คน คำถามหลังการทดสอบ พบว่า เชื่อมั่นต่ำ 17 คน(28%)เชื่อมั่นปานกลาง 19 คน(32%) เชื่อมั่นค่อนข้างสูง 13 คน(22%)และ เชื่อมั่นสูง 11คน(18%) ค่าเฉลี่ยความเชื่อมั่นก่อนการใช้บทเรียนเท่ากับ 5.6 เมื่อถามถึงประเภทของสารสนเทศที่นักศึกษาพบหรือไม่พบในโปรเควสท์ ที่สามารถตอบได้ชัดเจน มีเพียง 8 คนเท่านั้น(13%) ตอบค่อนข้างถูก 24 คน(40%) ตอบได้ไม่ชัดเจน 13 คน(22%) ตอบไม่ได้ 15 คน(25%) คำถามเบื้องต้นอีกสองคำถามรวมสารสนเทศสิ่งพิมพ์ที่แตกต่างกันที่อยู่บนโปรเควสท์ และการจำกัดเขตข้อมูล นักศึกษาไม่เคยจำกัดเขตข้อมูลการค้น 40 คน(67%) และได้ผลการค้นจากทุกแหล่งและถูกบันทึกไว้เพื่อตรวจสอบในกิจกรรมการประเมิน นักศึกษาที่ถูกถามเกี่ยวกับสารสนเทศที่เรียนรู้จากบทเรียน เมื่อถามการเข้าฐานข้อมูล เข้าโดยการเชื่อมโยงผ่านหน้าดรรชนีบทความ 49 คน(84%) ผ่านบทเรียน 2 คน (3%) ไปที่เว็บไซต์ของของโปรเควสท์ 1คน(2%)ไม่ให้ข้อมูลเพียงพอว่าเข้าฐานข้อมูลอย่างไร 6 คน(10%)การทดลองค้นบทความวิชาการ ค้นโดยไม่จำกัดวารสารวิชาการ 31 คน ไม่จำกัดเขตข้อมูลแต่ใช้การปรับปรุงผลการค้นด้วยแท็บ 3 คน ทำไม่ได้ 7 คน จำนวนบทความที่ค้นได้ ตอบถูก 29 คน(50%) ไม่จำกัดวารสาร 17 คน(29%) ตอบผิด 12 คน(21%) หลังการทดสอบพบว่าการสะกดผิดทำให้ได้ผลการค้นลดลง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของผลการค้น จึงให้นักศึกษาพิมพ์ประโยคแรกของบทคัดย่อของบทความแรกในช่องคำค้น ทำได้ถูกต้อง 31 คน อีกคำถามให้นักศึกษาใช้ตัวช่วยบนโปรเควสท์ตอบคำถามการให้คำจำกัดความบทความวิชาการ ตอบได้ถูกต้อง 29 คน จากการรวบรวมการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ตอบได้ถูกต้อง 48 คน(83%) ตอบผิด 4คน(7%)ให้เพื่อนนักศึกษาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน(10%) ส่วนสุดท้ายของการประเมินออกแบบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเรียนรู้โปรเควสท์จากบทเรียน คำตอบมีหลากหลาย เมื่อถามการเรียนรู้เกี่ยวกับบทความวิชาการและกระบวนการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ตอบได้ 23 คน(40%) รู้ว่าใครเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ 12 คน(21%) และนักศึกษาที่เหลือตอบเป็นอย่างอื่น(39%) การให้อัตราความเชื่อมั่นในมาตรประมาณ 10ค่า นักศึกษา เชื่อมั่นต่ำกว่า 6 จำนวน 9 คน(15%) นักศึกษา เชื่อมั่นมากกว่า 7จำนวน 51 คน(85%) ในจำนวนนี้มี เชื่อมั่นระดับ 10 จำนวน22 คน(37%)ค่าเฉลี่ยความเชื่อมั่นก่อนบทเรียนเพิ่มจาก 5.6 เป็น 8.3 คิดเป็นร้อยละ 46 คำถามสุดท้ายถามถึงผลป้อนกลับจากบทเรียน ส่วนใหญ่ชี้ว่ามีประโยชน์มาก ส่วนน้อยบอกว่าบทเรียนเร็วเกินไปหรือติดตามการฝึกหัดไม่ทัน และนักศึกษา 52 คน(87%) จะแนะนำให้เพื่อนใช้บทเรียน นักศึกษาทางไกล 14 คนที่เข้าประเมินบทเรียนโปรเควสท์ ที่มีคะแนนก่อนและหลังทดสอบสูงกว่าและให้ความคิดเห็นดีกว่า เข้าใจความแตกต่างระหว่างกริฟฟินกับโปรเควสท์ และเคยใช้โปรเควสท์ มากกว่า 13 คนรู้ความหมายของบทความวิชาการ12 คนและค่าเฉลี่ยความเชื่อมั่นเท่ากับ 7.3 หลังบทเรียน นักศึกษา เข้าโปรเควสท์จากหน้าเว็บห้องสมุดมหาวิทยาลัยได้ 13 คน ค้นหาบทความวิชาการได้ถูกต้อง 12 คน และเข้าใจคำจำกัดความของบทความวิชาการและการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คนมั่นใจการหาบทความวิชาการในระดับสูงสุด ความมั่นใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 นักศึกษาชี้ว่าต้องเรียนรู้บทความวิชาการแต่ส่วนใหญ่ชี้ว่าใช้โปรเควสท์อย่างคร่าวๆ ก่อนการประเมิน การประเมินบทเรียนเน็ตไลบรารี นักศึกษาเข้าร่วมวิจัยประเมิน 62 คน ในส่วนแรกของการประเมิน ถามนักศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์และความประทับใจหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เคยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ไม่เกินร้อยละ 10 เมื่อถามว่าจะหาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ก่อนใช้บทเรียน นักศึกษาให้คำตอบว่า หาหนังสือจากกูเกิ้ล 9 คน (15%) เลือกจากรายการในห้องสมุดหรือเว็บไซต์ห้องสมุด 17 คน(27%) สอบถามบรรณารักษ์ 5 คน(8%) ไม่รู้ 29 คน(47%) ใช้เน็ตไลบรารี 2 คน(3%) นักศึกษาในวิทยาเขตให้ระดับความเชื่อมั่นในการเข้าถึงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ได้ระดับ 4.1 ส่วนนักศึกษาทางไกลให้ระดับ 5.7 คำถามแรกถามนักศึกษาหลังการอ่านบทเรียน ถามถึงการรับรู้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ นักศึกษาใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เหมือนหนังสือทั่วไป หน้าที่พิเศษของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นการเพิ่มคุณค่าให้หนังสือ 29 คน เห็นถึงความสะดวกในการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 17 คน นักศึกษาจำนวนหนึ่งเห็นว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของเน็ตไลบรารีมีหน้ากระดาษให้พลิกเหมือนกับหนังสือทั่วไป นักศึกษาเห็นว่าเน็ตไลบรารีมีประโยชน์ สามารถค้นฉบับเต็มได้ นักศึกษาชอบที่ได้ผลการค้นหลายเล่มจากการค้นด้วยคำหรือวลีที่สนใจ และค้นคำศัพท์ในเล่มได้ นักศึกษาสนใจที่ลักษณะพิเศษที่ให้จดบันทึกย่อได้ สามารถเข้าถึงเนื้อหาหนังสือโดยใช้บทหรือดรรชนี 17 คน นักศึกษาให้ความเห็นว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ใช้ง่าย 12 คนเห็นว่าใช้สะดวกกว่าการไปยืมหนังสือที่ห้องสมุด 15 คนแต่มีนักศึกษาหลายคนไม่ชอบอ่านหนังสือจากจอคอมพิวเตอร์ คิดว่าฐานข้อมูลและ/หรือบทเรียนสับสนเกินไปและใช้ยาก นโยบายการยืมหนังสือของเน็ตไลบรารีสับสนและไม่สะดวก 4 คนแต่อาจจะเป็นเพราะระบบให้สามารถเข้าใช้หนังสือได้คราวละ 2 คนเท่านั้น นักศึกษาไม่ทราบว่าเข้าถึงได้เฉพาะในเว็บไซต์ของห้องสมุดถึง37 คน หลายคนยังเข้าถึงทาง NetLibrary.com โดยไม่ได้แสดงตนว่าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูล ที่เข้าถึงฐานข้อมูล มีเพียง15 คนไม่ได้บอกว่าเข้าถึงฐานข้อมูลอย่างไร อีก 11 คน นักศึกษาในวิทยาเขตให้ค่า 7.5 นักศึกษาทางไกลให้ค่า 8.7 ความเป็นไปได้ในการใช้เน็ตไลบรารีในอนาคต นักศึกษาในวิทยาเขตให้ระดับความเชื่อมั่น 6.2 นักศึกษาทางไกลให้ค่า 9.3 คำถามสุดท้าย ถามนักศึกษาถึงอัตราการช่วยเหลือของบทเรียนนักศึกษาในวิทยาเขตให้ระดับความเชื่อมั่น 7.2นักศึกษาทางไกลให้ค่า 8.9 อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ แม้ว่าการประเมินบทเรียนที่แตกต่างกัน 4 ระบบ มีประเด็นทั่วไปและแนวเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างการประเมิน บทเรียนต้องขึ้นอยู่กับการยอมรับของชุมชนหรือวัฒนธรรม ในกรณีของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน ที่มุ่งเป็นมหาวิทยาลัยสอนในชั้นเรียนระดับโลก การใช้บทเรียนออนไลน์อาจจะไม่ใช่วัฒนธรรมมหาวิทยาลัย ประเด็นหลักคือนักศึกษาทำแบบทดสอบได้ไม่ดี การใช้งานจริงไม่สัมพันธ์กับความเชื่อมั่นที่นักศึกษารู้สึกหรือความเชื่อมั่นในเครื่องมือ แม้ว่านักศึกษาจะได้คะแนนทดสอบไม่ดี แต่โครงการประเมินยังประสบความสำเร็จในหลายด้าน นักศึกษาจำนวนหนึ่งเรียนรู้ทรัพยากรหลักของห้องสมุดและแนะนำให้ใช้บทเรียนออนไลน์อย่างกว้างขวาง มหาวิทยาลัยได้สารสนเทศที่มีค่าเกี่ยวกับวิธีใช้บทเรียนออนไลน์ของนักศึกษาและวิธีพัฒนาเครื่องมือ สิ่งสำคัญคือจากการที่มหาวิทยาลัยเริ่มโปรแกรมการประเมินอย่างเป็นทางการ ทำให้ได้ผลป้อนกลับที่มีประโยชน์สำหรับการประเมินอย่างต่อเนื่องและปรับปรุงบทเรียนออนไลน์ให้นักศึกษา คณะและผู้ร่วมงานเข้าถึงทรัพยากรและเครื่องมือการรู้สารสนเทศ นายวัฒนา คงวัฒนานนท์ กันยายน 2550edit @ 11 Oct 2007 02:06:52 by stou ma info sci
edit @ 11 Oct 2007 02:08:54 by stou ma info sci